แนวโน้มตลาดมะขามไทยในสหรัฐอเมริกา

นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยของเรานั้นเป็นผู้ส่งออกมะขามรายใหญ่ที่สุดในโลก มีทั้งมะขามสด มะขามเปียก และมะขามแห้ง โดยมีคู่ค้าที่สำคัญได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน แคนาดา สหภาพยุโรป และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกกันถึงข้อมูลแนวโน้มตลาดมะขามของไทยในสหรัฐอเมริกากันค่ะ

ในปี 2557 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ นำเข้ามะขามสดและมะขามตากแห้ง รวมเป็นมูลค่า 7.02 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ คือ ไทย ร้อยละ 66.80 เม็กซิโก ร้อยละ 28.39 และ อินเดีย ร้อยละ 4.43 ทั้งนี้มะขามที่บริโภคในสหรัฐฯ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ มะขามรสหวาน นิยมบริโภคในกลุ่มชาวเอเชีย เช่น คนไทย เวียดนาม ลาว เป็นต้น ซึ่งมีประเทศไทยเพียงแห่งเดียวที่ส่งมะขามหวานไปสหรัฐฯ ส่วนมะขามรสเปรี้ยวมักจะบริโภคในกลุ่มผู้บริโภคเชื้อสายฮิสแปนิกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสินค้าจะนำเข้าจากเม็กซิโก สำหรับมะขามตากแห้งนั้นก็มีการนำเข้าจากไทยเป็นสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 86.85 นอกจากนี้สินค้ามะขามของไทยยังได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ ตามที่ได้รับสิทธิประโยชน์ GSP อีกด้วยค่ะ

ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการส่งออกมะขามไทยไปสหรัฐฯ ควรเน้นวางกลยุทธ์ตั้งแต่การปรับปรุงกระบวนการผลิต การยกระดับคุณภาพ ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์เพื่อขยายอายุของสินค้า (Shelf Life) การติดฉลากและปฏิบัติตามกฎอื่นๆให้สอดคล้องกับระเบียบมาตรฐานของสหรัฐฯ เช่น ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าจากสำนักงาน Animal Plant Health Inspection Service หรือ APHIS จากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ จึงจะได้รับการอนุญาตให้นำเข้าได้ และผู้ที่จะส่งออกนั้นควรมีรายชื่ออยู่ใน Green List ของ USFDA เสียก่อน มิเช่นนั้นสินค้าจะถูกกักกันเพื่อการตรวจสอบ (Dentention) และหากผลตรวจสอบไม่ผ่าน สินค้าจะถูกสั่งทำลายหรือส่งกลับมายังประเทศไทยได้ค่ะ

ความท้าทายอีกอย่างก็คือการบริโภคมะขามยังอยู่ในวงแคบและจำกัด สำหรับกลุ่มคนที่รู้จักและเคยรับประทานเท่านั้น ผู้ประกอบการอาจทำการขยายตลาดไปสู่กลุ่มผู้บริโภคชาวฮิสแปนิคที่คุ้นเคยกับมะขามรสเปรี้ยว ให้หันมาทดลองรับประทานมะขามหวาน รวมถึงพิจารณาในเรื่องการนาเสนอคุณประโยชน์ด้านโภชนาการที่จะได้รับจากการบริโภคมะขาม เช่น การนำผลงานวิจัยมาเผยแพร่ ทั้งในรูปแบบเอกสารและวิดีโอ เพื่อเป็นปัจจัยดึงดูดชาวอเมริกันทั่วไปให้หันมาบริโภคมะขาม หรือผลิตในรูปแบบต่างๆที่ง่ายต่อการรับประทานเพิ่มเติม เช่น ขนม ของทานเล่น เครื่องดื่ม หรือทำเป็นเครื่องปรุงรสอาหาร เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องส่งออกสินค้าต่างๆไปยังสหรัฐอเมริกา สามารถรับคำปรึกษาด้านการขนส่งไปต่างประเทศจากผู้ให้บริการขนส่งมืออาชีพในราคาประหยัดกว่า 30-50% พร้อมบริการเสริมที่ช่วยอำนวยความสะดวก ลดต้นทุนและประหยัดเวลาได้ที่เบอร์ 02-105-7777 หรือคลิ๊ก www.smeshipping.com ได้นะคะ

อ้างอิงข้อมูลจาก: สานักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครชิคาโก