กลยุทธ์รับมือความเสี่ยงสำหรับธุรกิจส่งออก

ภาพรวมการส่งออกของไทยช่วง 8 เดือนแรกของปี 2558 ยังคงติดลบสูงถึงร้อยละ 4.92 หดตัวในทุกหมู่สินค้าและซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง จากผลของปัจจัยลบหลายประการ เช่น ภาวะอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจ, ราคาน้ำมัน, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ถูกกดดัน, การที่ไทยถูกสหภาพยุโรปตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP), ภาวะภัยแล้ง, ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนและปรับกลยุทธ์ของธุรกิจให้เหมาะสม ซึ่งเราก็มีแนวทางรับมือความเสี่ยงสำหรับธุรกิจส่งออกมาฝากผู้ประกอบการทุกท่านกันดังนี้ค่ะ

สืบเนื่องจากอุปสงค์ของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลงไป ทำให้ผู้ประกอบการควรติดตามสถานการณ์ต่างๆอย่างใกล้ชิด และใช้โอกาสนี้ในการบริการต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ อาจพิจารณาเรื่องการสะสมสินค้าคงคลังในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ว่าการที่เงินบาทอ่อนค่าจะส่งผลดีต่อผู้ส่งออกก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนก็นับเป็นปัจจัยเสี่ยงของผู้ส่งออกเช่นกัน ผู้ส่งออกจึงควรบริหารความเสี่ยงผ่านการทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward Contract) หรือซื้อสิทธิ์ในการขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Put Option) เพื่อป้องกันไว้ก่อนค่ะ

สำหรับเทรนด์ธุรกิจในปี 2559 มีแนวโน้มเน้นเรื่องการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งผู้ประกอบการควรแสวงหาพันธมิตรทางการค้าเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับธุรกิจ พร้อมกับการขยายตลาดส่งออกไปหลายๆประเทศ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ที่ยังคงเติบโตได้ดี และมีโอกาสจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากการรวมกลุ่มในอนาคต โดยเฉพาะสินค้าประเภทอุโภคบริโภค เครื่องดื่ม น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณี เครื่องประดับ และปูนซีเมนต์

นอกจากนี้ผู้ส่งออกยังมีโอกาสเพิ่มรายได้จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการในตลาดโลก โดยการลงทุนและใช้เทคโนโลยีใหม่ๆในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ แต่เนื่องจากการลงทุนลักษณะนี้มักใช้เวลานาน ผู้ประกอบการอาจใช้วิธีปรับกลยุทธ์ระยะสั้นให้รับกับความนิยมในช่วงนั้นๆ เสียก่อน เช่น พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สินค้ามีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น การเจาะตลาดไปยังผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ เช่น การผลิตเสื้อแฟชั่นสำหรับผู้สูงวัย หรือสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนใช้วิธีส่งเสริมการขายเข้าร่วมด้วย แล้วจึงเลือกใช้กลยุทธ์ทางการค้าที่เหมาะสมกับธุรกิจในระยะยาวต่อไปค่ะ

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ สามารถสอบถามรายละเอียดกับทางทีมงานผู้เชี่ยวชสญด้านการขนส่งของเราได้ที่เบอร์ 02-105-7777 และสามารถติดตามข่าวสาร ตลอดจนเกร็ดความรู้ต่างๆด้านการส่งออกได้ทางเว็บไซต์ของเรา www.smeshipping.com ค่ะ

อ้างอิงข้อมูลจาก: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย