10 เทคนิค เพิ่มยอดขายบนอีเบย์

      ช่วงนี้กระแสอีเบย์เริ่มมาแรงอีกครั้ง  และก็มาพร้อมกับคู่แข่งที่ดาทัพกันเข้ามาสู่ตลาดกันมากขึ้น  แต่การแข่งขันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิดนะครับ  เพราะหากเราเรารู้จักปรับตัวให้ทัน เกมการแข่งขัน ก็น่าจะเป็นวิธีที่ตอบโต้คู่แข่งได้ระดับหนึ่ง 
ดังนั้นเราลองมาปรับวิธีคิดสู้กับคู่แข่ง กับเพิ่มยอดขายของเราอย่างง่ายๆดีกว่า วิธีการนี้อาจไม่ต้อง ไปลดราคาแข่งกับใคร ไม่ต้องหาสินค้าใหม่หรือเลียนแบบสินค้าคนอื่นๆ ก็น่าจะทำให้อยู่รอดได้สบายๆ  จาก 10 วิธีที่จะนำเสนอต่อไปนี้ 
 

  1. ใส่ตัวอักษรใน Title ให้เต็มพิกัด  
ปกติแล้วตัวอักษรบน Title สำหรับประกาศขายสินค้านั้นทางอีเบย์ กำหนดให้ใส่ได้แค่ 55 ตัวเท่านั้น เกินจากนี้จะใส่ไม่ได้อีก เพราะเต็มโควต้า ใครที่ใช้ไม่คุ้มก็เท่ากับว่าเสียของเปล่าๆ ดังนั้น พยายามใส่ตัวอักษรให้มากที่สุด ยิ่งมากก็ยิ่งได้เปรียบ  
  1. เช็คคำสะกดให้ถูกต้อง
หลายครั้งที่เราพบว่า Listing ของเราไม่โชว์หรือไม่แสดงผลลัพธ์ในการค้นเลย เป็นไปได้ว่าการสะกดคำใน Title และ Description ของเรา บางทีเพี้ยนหรือสะกดผิดไป อาจจะวางตำแหน่งตัวอักษรผิดที่ ตกหล่นอักษรบางตัว หรือมือเร็วไปหน่อย ทำให้พิมพ์ตกๆหล่นๆ ทางที่ดีก่อนลงประกาศก็เช็คคำสะกดเหล่านี้ให้ถูกต้อง จะได้ไม่เสียค่าธรรมเนียมการลงประกาศขายไปฟรีๆ
  1. สร้างเงื่อนไขให้โดนใจ
บ่อยครั้งที่ Listing ของเราวางเงื่อนไขที่ดุดัน รุนแรงและวางระเบียบไว้มากเกิน ถ้ามองในด้านผู้ซื้อ เมื่อเข้ามาอ่านดูแล้ว อาจจะไม่ พอใจนิดๆ ก็ได้ ทางที่ดีควรผ่อนเงื่อนไขให้ตรงใจกันทั้งสองฝ่าย อย่าตึงหรือหลวมมากเกินไป การเขียนเพื่อบอกเงื่อนไขแข็งข้อมาก ฝ่ายผู้ซื้อ อาจจะหนีไปเสียดื้อๆ
  1. ตั้งราคาไม่สูงเกินไป
การตั้งราคาก็เอาพอให้รับได้ ไม่สูงมากหรือต่ำเกินกว่าที่ควรจะเป็น หลายครั้งการตั้งราคาอาจจะบวกกำไรเอาไว้ราวๆ 100-200% (เผื่อต้นทุนในการลงประกาศขายและค่าธรรมเนียมอื่นๆ) แต่การ ตั้งราคากลางๆ ก็น่าจะสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
  1. ใส่รูปประกอบคำอธิบาย
คำพูดล้านคำไม่เท่ากับใช้ภาพเพียง 1 ภาพ มาอธิบาย วิธีการเหล่านี้ยังเอามาใช้ได้บน อีเบย์ นะครับ โดยเฉพาะกับ eBay Listing ถ้าใส่ภาพประกอบไปเสียหน่อยจะทำให้ง่ายในการอธิบายด้วยคำพูดยาวๆได้ดีมาก ภาพที่ใช้ก็ควรจะเป็นภาพที่เด่น ชัดเจนและตรง กับคำอธิบายพอสมควร ถ้าเป็นไปได้ใส่สัก 2-3 รูปก็ไม่เลว ทั้งภาพด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลังของตัวสินค้า
  1. ปรับ Listing ให้สวย สะดุดตา
การปรับแต่ง Listing ให้สวย โดนใจและเข้ากับกลุ่มลูกค้าก็จะทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อหรือประมูลง่ายขึ้นนั่นเอง เช่น ขายสินค้าผู้หญิง ก็เน้นโทนสีออกชมพูหวาน หรือมีลูกเล่นเล็กน้อย ขายสินค้าผู้ชายก็เน้นโทนสีของ Listing ออกเข้ม ดุดันออกแนวสีน้ำตาล ดำหรือสี ที่แสดงให้ถึงความเข้มแข็ง หนักแน่น เป็นต้น
  1. เลือกเวลาลงรายการให้เหมาะสม
บางครั้งการเลือกลงเวลาให้จบการประมูลก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ในการลง Listing พยายามให้ลงสินค้าประมูลในช่วงหัวค่ำ จะดีกว่า ให้จบการประมูลในช่วงที่คนส่วนใหญ่นั่งทำงานหรือไม่ได้มีเวลาจะมานั่งหน้าจอกันนานๆ เวลาที่ผู้ขายนิยมมากสุดก็คือช่วง 7 pm - 11 pm ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะพิจารณาปัจจัยและเหตุผลอื่นๆประกอบด้วยว่าสินค้าของเรานั้นเน้น Target กลุ่มไหน แม่บ้าน นักเรียน คนทำงาน อาจจะไม่ต้องจบประมูลในช่วงเวลาเหล่านี้เสมอไป
  1. ตั้งค่าขนส่งแบบสมน้ำสมเนื้อ อธิบายชัดเจน
การขายสินค้าบน อีเบย์ อย่างหนึ่งที่ขาดเสียไม่ได้คือ การแจ้งราคาค่าขนส่งให้ลูกค้าทราบตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะเป็นการดี โดยเฉพาะ การส่งสินค้าจากไทยไปยังปลายทางต่างประเทศแล้ว ย่อมมีอัตราค่าขนส่งที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น วิธีการคิดค่าขนส่งนั้นเราควรบวกต้นทุน ต่างๆ รวมเข้าไว้ด้วย เช่น ค่ากล่อง หีบห่อ เทปกาว ค่าน้ำมันรถ (จากบ้านไปที่ไปรษณีย์) เชือกมัด ป้ายชื่อ หมึกพิมพ์ ค่าแรงงาน สิ่งต่างๆเหล่านี้ควรรวมอยู่ในต้นทุนค่าขนส่งทั้งหมด ประการสำคัญคือ อย่าตั้งมากไปจนคนซื้อ ปฏิเสธไปเสียดื้อๆ ให้ดูจากคู่แข่ง หรือตลาดโดยรวมว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับใดจะดีที่สุด
  1. ใส่ Link เชื่อมโยงไปดูหน้าสินค้าอื่น
เมื่อลูกค้าเข้ามาดูประกาศหรือ Listing นั้นแล้ว บางครั้งอาจไม่ใช่สินค้าที่เขาต้องการ ดังนั้น อีเบย์ จึงอนุญาตให้เราสร้าง Link เพื่อ เชื่อมโยงไปยังหน้าสินค้าอื่นที่เราขายบน อีเบย์ อีกได้
  1. ตอบคำถามให้ไว ทันใจผู้ซื้อ
บางครั้งเมื่อลูกค้าเห็นรายการประกาศสินค้าของเราแล้ว อาจจะยังไม่มีการตัดสินใจซื้อ ณ เวลานั้น เนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ แน่นอนว่า การส่งคำถามจากผู้ซื้อเข้ามาหาเรา (ผ่านระบบ Ask Seller Question) ย่อมเป็นสัญญาณบอกเราได้อย่างดีว่า สินค้าชั้นนั้น น่าจะมีโอกาสขายได้บ้าง วิธีที่แนะนำคือ ตอบคำถามให้ไวและตรงประเด็นเอาไว้ก่อน พร้อมทั้งโน้มน้าวให้ตัดสินใจซื้อมากขึ้น ซึ่งหลายๆครั้งพบว่า การตอบคำถามชัดเจนและแจ้งให้ทราบก่อนจบประมูลก็ช่วยเร่งรัดการตัดสินใจของลูกค้าได้มากขึ้นเช่นกัน

สุดท้ายนี้ คำแนะนำทั้ง 10 ประการ อาจไม่จำเป็นต้องทำให้ได้หมดทุกข้อ ลองนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสินค้าและกลุ่มเป้าหมายของท่าน ก็น่าจะเพิ่มยอดขายหรือกระตุ้นให้เกิดการซื้อได้ไม่มากก็น้อยนะครับ