กรมส่งเสริมแนะผู้ประกอบการไทย รุกตลาดสินค้าหรูจีน

ทุกวันนี้คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศจีน ก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีอิทธิพล ในด้านธุรกิจของตลาดโลกเพราะจีน เป็นประเทศที่มีระดับความมั่นคงของเศรษฐกิจ อยู่ในระดับดี ซึ่งจัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญที่ผู้ประกอบการจากทั่วโลกต้องการทำธุรกิจ ด้วย 

     
     จากบทความฉบับที่แล้ว ที่เราได้นำเสนอเรื่องโอกาสในการทำตลาดสินค้าหัตถกรรมของไทยในประเทศจีน สำหรับวันนี้เราได้นำข้อมูลจาก "กรมส่งเสริมการส่งออก" เกี่ยวกับการทำตลาดสินค้าอีกประเภทหนึ่งในจีน ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน มาแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทยที่อยากจะไปบุกตลาด ทำการค้าการส่งออกกับประเทศจีน ว่าสินค้าอะไรที่น่าสนใจ? และมีเทคนิคอย่างไรบ้าง? ... ติดตามอ่านได้จากบทความเลยค่ะ


กลุ่มสินค้า “ลักเซอรี่แบรนด์” หรือ สินค้าหรู ปีนี้ฟื้นตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยตัวจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนสินค้าดังกล่าว ต้องยกให้กับบรรดา “เศรษฐีใหม่ชาวจีน” ที่มีการใช้จ่ายเงินอย่างมหาศาลกับสินค้าในกลุ่มนี้ ยอดขายในตลาดอาเซียน ถือว่ามีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

ปัจจัยหลักมาจากประเทศจีนที่มีการเติบโตสูงมากถึงร้อยละ 30 และหากยังสามารถรักษาระดับความมั่นคง สม่ำเสมอของเศรษฐกิจในประเทศจีนไว้ได้ จะทำให้จีน กลายเป็น “ตลาดลักเซอรี่”ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า ทำให้ร้านแบรนด์เนมหรูจากตะวันตกอื่นๆ ต่างแย่งกันจับจองพื้นที่ของโรงแรมแล้ว อาทิ Piaget (นาฬิกา), Prada (เสื้อผ้า), Chaumet (จิว เวลรี่) หรือ Berluti (รองเท้า-เครื่องหนัง) เป็นต้น

และผลการวิจัยของสมาคมสินค้าฟุ่มเฟือยของโลก (World Luxury Association – WLA) ยังพบว่า การขายสินค้าแบรนด์หรูในย่านธุรกิจสำคัญในฝรั่งเศส อิตาลี และอังกฤษ ในช่วง 12 เดือนตั้งแต่ มีนาคม 2553 – มีนาคม 2554 ร้อยละ 65 ของการซื้อเหล่านั้น เป็นฝีมือของนักท่องเที่ยวจากเอเชีย ซึ่ง 75 เปอร์เซ็นต์ มาจากจีน

นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวจากเอเชียที่มาเที่ยวยุโรปเมื่อปีที่แล้ว ได้ซื้อสินค้าหรูทั้งสิ้น 69,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเงินของลูกค้าชาวจีน โดยยอดซื้อสินค้าหรูของลูกค้าชาวจีนในปีที่แล้ว มีมากถึง 1 ใน 4 ของตลาดโลก



   จากการสำรวจ พบว่า ชนชั้นกลางชาวจีนส่วนใหญ่มองว่าสินค้าแบรนด์เนมนั้นสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้ นั้นประสบความสำเร็จในชีวิตและมีรสนิยมที่ดี ขณะที่ผลสำรวจเกี่ยวกับมุมมองต่อสินค้าฟุ่มเฟือยนั้นชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นกลางชาวจีนมากกว่าร้อยละ 70 นิยมสินค้าแบรนด์เนมเพราะคุณภาพสินค้าที่ดีเยี่ยม คนกลุ่มนี้มากกว่าร้อยละ 60 ซื้อสินค้าแบรนด์เนมเพื่อให้รางวัลกับตัวเอง


ขณะที่ร้อยละ 60 เชื่อว่า การเป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์เนมนั้นแสดงให้เห็นถึง การประสบความสำเร็จ บ่งบอกถึงสถานะทางสังคม และทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง ที่สำคัญคือ ชนชั้นกลางชาวจีนมากกว่าร้อยละ 50 ตั้งเป้าไว้ว่าจะซื้อหาสินค้าแบรนด์เนมมาเป็นเจ้าของให้ได้ แม้ว่าในตอนนี้ระดับรายได้จะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม กลับมีสัญญาณบางประการที่น่าเป็นห่วงคือ ชนชั้นกลางชาวจีนจำนวนหนึ่งราวร้อยละ 30-40 มีแรงจูงใจที่จะซื้อผ่อนสินค้าแบรนด์เนม โดยเฉพาะในหมวดสินค้าประเภทนาฬิกาและเครื่องเพชร-เครื่องประดับ

และจากผลสำรวจและการศึกษาเรื่องทัศนคติและพฤติกรรมของชนชั้นกลางชาวจีนต่อ การบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยผู้ทำการวิจัยจึงได้สรุปลักษณะพิเศษของผู้บริโภค สินค้าฟุ่มเฟือยชาวจีนได้คร่าวๆ ดังนี้ คือ ชาวจีนมีระดับการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) และความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ค่อนข้างต่ำ, มีทัศนคติต่อความงามที่ไม่ต้องการให้ตัวเองโดดเด่นเหนือผู้อื่นมากนัก ซึ่งแตกต่างจากชาวตะวันตกที่กล้าฉีกกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และความโดดเด่นให้ตัวเอง

นอกจากนี้ ด้วยปัจจัยเรื่องราคาสินค้าแบรนด์เนมในประเทศที่โดยเฉลี่ยสูงกว่าต่างประเทศ ประมาณร้อยละ 30 อันเกิดจากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยที่สูง ทำให้ชนชั้นกลางชาวจีนส่วนหนึ่งมีค่านิยมในการซื้อสินค้าแบรนด์เนมในต่าง ประเทศโดยเฉพาะฮ่องกงและยุโรป ทำให้ฮ่องกงและกลุ่มประเทศในยุโรปได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ กลายเป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญของแบรนด์เนมยี่ห้อต่างๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน หากสินค้าไทยสามารถจับจุดผู้บริโภคระดับเศรษฐี ที่เป็นชนชั้นกลาง 100 ล้านคนเหล่านี้ได้ด้วยแล้ว น่าจะมีโอกาสเข้ามามีส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น เช่น การหันไปชูจุดเด่นเรื่องวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ที่พูดถึงมากทั่วโลก เพิ่มเติมจากดีไซน์และความทันสมัย ทำให้บรรดาเศรษฐีจีนทั้งหลายพยายามจะใช้สินค้ากำลังเป็นที่นิยมตามกระแส สังคม

นอกจากนี้ ยังอาจใช้จุดเด่นด้านวัสดุธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย และเทคนิคงานฝีมือ (Handmade) ซึ่งยากต่อการปลอมแปลง ในการช่วยเพิ่มมูลค่า และไม่เพียงแต่สินค้าแฟชั่นเท่านั้น สินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์ของไทย เชื่อว่าสามารถจับจุดผู้บริโภคของจีนนี้มาใช้ในการสร้างกลยุทธ์รุกตลาดจีน ได้