เรื่องไม่ลับของตู้คอนเทนเนอร์ CONTAINER BOX กับการส่งออก

จากบทความในหลายๆฉบับที่ผ่านมา เราได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราวเกี่ยวกับการตลาด-การขายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การขายสินค้าให้ต่างประเทศ, สินค้าที่น่าทำตลาดในประเทศต่างๆ และเทคนิคการทำการตลาดออนไลน์ E-Marketing กันไปแล้ว สำหรับบทความในฉบับนี้ เพื่อให้ไม่ได้เป็นการจำเจจนเกินไป เราจึงขอเปลี่ยนบรรยากาศมาให้ความรู้ด้าน Logistic โดยนำเสนอบทความเกี่ยวกับการส่งสินค้าแบบตู้คอนเทนเนอร์นั่นเอง รายละเอียด จะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ

การขนส่งทางทะเลนั้นเรียกได้ว่าใช้กันมากที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายนั้นถูกมากเมื่อเทียบกับการขนส่งแบบอื่นๆ ส่งได้ทีละมากๆ แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าการขนส่งทางอากาศและทางบก  ซึ่งผู้ที่ศึกษาในด้าน Logistics และผู้ประกอบทั้งหลายที่ใช้บริการส่งสินค้าแบบตู้คอนเทนเนอร์ ควรจะต้องให้ความสนใจในการที่จะศึกษาเกี่ยวกับการขนส่งด้วยระบบคอนเทนเนอร์ ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง

     การขนส่งสินค้าด้วย Container Vessel นั้น สินค้าจะต้องบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ หากผู้ขายเป็นผู้บรรจุ ก็จะเรียกว่า Term CY คือ Consignee Load and Count หากบริษัทเรือเป็นผู้บรรจุตู้สินค้าในท่าเรือหรือใน ICD (Inland Container Depot) ซึ่งตัวแทนบริษัทเรือเป็นเจ้าของสถานที่ ก็จะเรียกลักษณะการขนส่งแบบนี้ว่า CFS (Container Freight Station) โดยสินค้าที่จะเป็น Term CY ได้นั้น จะต้องเป็นสินค้าประเภทเต็มตู้ที่เรียกว่า FCL (Full Container Load) ส่วนใน Term CFS ก็สามารถเป็นได้ทั้งที่เป็น FCL และ การบรรจุแบบรวมตู้ (Consolidated) คือ สินค้าน้อยกว่า 1 ตู้ ซึ่งเรียกว่า LCL (Less Container Load) โดย Containers ที่ใช้ในการบรรจุนี้ส่วนใหญ่ จะมีขนาดดังนี้

- ตู้ขนาด 20 ฟุต เป็นตู้ที่มีความยาว 19.10 ฟุต,กว้าง 8.0 ฟุต และสูง 8.6 ฟุต โดยมีน้ำหนักบรรจุตู้ได้สูงสุดประมาณ 32-33.5 CUM (คิวบิกเมตร) และน้ำหนักบรรจุตู้ได้ไม่เกิน 21.7 ตัน
- ตู้ขนาด 40 ฟุต จะมีความยาว 40 ฟุต กว้าง 8 ฟุต สูง 9.6 ฟุต (Hicute) โดยสามารถบรรจุ สินค้าได้ 76.40 – 76.88 CUM และบรรจุสินค้าน้ำหนักสูงสุดได้ 27.4 M/T ซึ่งจะเป็นน้ำหนักสำหรับสินค้าประเภท Dry Cargoes

 เมื่อรู้ขนาดของตู้แล้ว คราวนี้ก็มาว่ากันถึงเรื่องประเภทของสินค้าที่จะใส่ในตู้สินค้า อาจแบ่งได้เป็น
     1. Dry Cargoes เป็นตู้ที่ใส่สินค้าทั่วไปที่มีการบรรจุหีบห่อหรือพาชนะต้องเป็นสินค้าที่ ไม่ต้องการรักษาอุณหภูมิ โดยสินค้าที่เข้าตู้แล้วจะต้องมีการจัดทำที่กั้นไม่ให้มีสินค้าเลื่อนหรือ ขยับ ซึ่งอาจจะใช้ถุงกระดาษที่มีการเป่าลม ที่เรียกว่า Balloon Bags มาวางอัดไว้ในช่องว่างของสินค้ากับตัวตู้ หรืออาจใช้ไม้มาปิดกั้นเป็นผนังหน้าตู้ ที่เรียกว่า Wooden Partition หากใช้เป็นเชือกไนลอนรัดหน้าตู้ ก็จะเรียกว่า Lashing

     2. Flat-rack เป็นพื้นราบมีขนาดกว้างและยาว ตาม Size ของ Container มาตรฐาน โดยจะเป็นตู้คล้ายกับ Container ที่มีแต่พื้น Platform สำหรับใส่สินค้าที่มีลักษณะเป็นพิเศษ เช่น (บทความนี้มาจาก eThaiTrade.com) เครื่องจักร , แท่งหิน , ประติมากรรม , รถแทรกเตอร์ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ อาจจะขนส่งด้วยเรือที่เป็น Conventional Ship แต่หากเมื่อขนส่งด้วยเรือระบบ Container แล้วก็จะต้องมาวางใน Flat rack เพื่อให้สามารถจัดเรียงกองในรูปแบบที่เป็น Slot ซึ่งเป็นลักษณะของเรือที่เป็น Container

     3. Garment Container เป็นตู้สินค้าที่ออกแบบสำหรับใช้ในการบรรจุสินค้าที่เป็นเสื้อผ้า โดยมีราวสำหรับแขวนเสื้อ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้กับสินค้าที่เป็น Fashion ซึ่งไม่ต้องการที่จะมีการพับหรือบรรจุใน Packing ซึ่งจะมีผลทำให้เสื้อผ้ามีการยับหรือไม่สวยงาม

     4. Refrigerator Cargoes เป็นตู้สินค้าประเภทที่มีเครื่องปรับอากาศ มีการปรับอุณหภูมิในตู้ ซึ่งทำตามมาตรฐานต้องสามารถปรับอุณหภูมิได้อย่างน้อย –18 องศาเซลเซียส โดยเครื่องทำความเย็นนี้อาจจะติดอยู่กับตัวตู้หรือมีปลั๊กใช้กระแสไฟฟ้า เสียบจากนอกตู้ โดยจะต้องมีที่วัดอุณหภูมิแสดงให้เห็นสถานะของอุณหภูมิของตู้สินค้า

     5. Open Top เป็นตู้ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องเป็น 40 ฟุต โดยจะออกแบบมาไม่ให้มีหลังคา สำหรับใช้ในการวางสินค้าขนาดใหญ่ เช่น เครื่องจักร ซึ่งไม่สามารถขนย้ายผ่านประตูตู้ได้ จึงต้องขนย้ายโดยการยกส่วนบนของตู้แทน

และทั้งหมดนี้ก็คือรายละเอียดฉบับย่อๆ เข้าใจง่ายสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการศึกษาข้อมูลด้าน Logistic โดยทางเราต้องขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ www.logisticscorner.com  มา ณ โอกาสนี้ด้วย  และสำหรับบทความในฉบับต่อๆไป เราก็จะพยายามสรรหาบทความที่ให้ความรู้เพื่อตอบแทนท่านลูกค้าที่มีอุปการะ คุณทุกท่านค่ะ  แล้วพบกันใหม่ในฉบับหน้านะคะ